ทึ่ง…ชัยภูมิปลูกอินทผาลัมได้ผลดีลูกค้าแห่จองจนส่งแทบไม่ทันเก็บผลผลิตขายได้แล้วกิโลกรัมละ 700 -1,500 บาท

Share

ทึ่ง…ชัยภูมิปลูกอินทผาลัมได้ผลดีลูกค้าแห่จองจนส่งแทบไม่ทันเก็บผลผลิตขายได้แล้วกิโลกรัมละ 700 -1,500 บาท

เกษตรกรอำเภอหนองบัวแดง จ.ชัยภูมิ ปรับพื้นที่จากการทำเกษตรแบบเดิมมาปลูกพืชไม่เหมือนใคร และไม่มีคนปลูกในพื้นที่มาก่อน คืออินทผาลัม ลงทุนสั่งซื้อต้นพันธุ์มาจากต่างประเทศมาปลูก ใช้เวลา 3 ปี เก็บผลผลิตขายได้แล้ว ราคาขายอยู่ที่กิโลกรัมละ 700 -1,500 บาท
ผู้สื่อข่าวเดินทางไปยังบ้านสวนรังศิยา ตั้งอยู่บ้านหนองนกออก ต.หนองแวง อ.หนองบัวแดง จังหวัดชัยภูมิ หลังทราบว่าสวนแห่งนี้ปลูกอินทผาลัม ได้ผลดี เป็นอาชีพตัวใหม่ ที่สร้างรายได้แก่เกษตรกรได้อย่างมั่นคง เริ่มเก็บผลผลิตออกขายได้แล้ว ปัจจุบันมีลูกค้าเริ่มรู้จัก และสั่งซื้อจนเก็บขายแทบไม่ทัน ราคาอยู่ที่ 700 -1,500 บาทต่อกิโลกรัม
สวนแห่งนี้มีพื้นที่ประมาณ 5 ไร่ นายวิโรจน์ ทองงาม อายุ 47 ปี ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านนาเจริญ ต.หนองแวง อ.หนองบัวแดง ฯ และครอบครัว ได้ปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยยึดแนวทางเกษตรทฤษฎีใหม่ขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ รัชกาลที่ 9 มาเป็นแนวทาง ปลูกไม้ผล ไม้ยืนต้น พืชผัก ขุดบ่อเลี้ยงปลา และทำนาข้าว แต่ที่สร้างความภาคภูมิใจแก่เกษตรกรรายนี้ คือ การปลูก “อินทผาลัม” ซึ่งเป็นพืชในตระกูลปาล์มชนิดหนึ่ง มีหลากหลายพันธุ์ มีถิ่นกำเนิดในแถบตะวันออกกลาง สามารถเจริญเติบโตได้ดีในภูมิภาคที่มีอากาศร้อนและแห้งแล้งแบบทะเลทราย มีมากในประเทศ ซาอุดีอาระเบีย แอลจีเรีย และประเทศในแถบอาหรับ ส่วนในประเทศไทยอินทผาลัมเป็นผลไม้ที่มีปลูกเป็นจำนวนน้อย เนื่องจากประเทศไทยเป็นประเทศในเขตร้อนชื้น ทำให้ประเทศไทยต้องนำเข้าอินทผาลัมควบคู่ไปด้วย ซึ่งอินทผาลัมส่วนใหญ่ที่นำเข้ามักอยู่ในรูปทั้งผลไม้สดและแปรรูปแล้ว ปลูกมา 5 ปี ตอนนี้ผลผลิตออกสู่ตลาดแล้ว มีลูกค้าสั่งจอง มารับถึงสวนในราคาเริ่มต้นที่กิโลกรัมละ 700 บาท อินผาลัมบางต้นให้ผลผลิตที่แตกต่างไปจากต้นอื่นมีผลสีม่วงแดง ตลาดมีความต้องการสูง ราคาขายอยู่ที่ กิโลกรัมละ 1,500บาท รวมถึงผู้ที่ทราบข่าว ต่างสนใจเดินทางมาศึกษาดูงานและสั่งซื้อต้นพันธุ์ไปปลูก ราคาต้นละ 1,250 บาท
นายวิโรจน์ ทองงาม เจ้าของสวน เปิดเผยว่า เริ่มต้นสนใจหันมาปลูกอินทผาลัม อย่างเป็นล่ำเป็นสัน เมื่อปี 2555 ใช้แรงงานในครอบครัวเป็นหลัก ทั้งพ่อตา แม่ยาย ลูกๆ ช่วยการปลูกและดูแล จ้างแรงงานมาช่วยเป็นบางครั้ง หลังศึกษาพบว่าเป็นพืชที่ราคาสูง คนปลูกน้อย อายุยืนยาว จึงตัดสินใจลงทุนสั่งชื้อพันธุ์เนื้อเยื่อมาจากประเทศอังกฤษจำนวน 84 ต้นๆละ1,200 บาท ติดตั้งระบบให้น้ำอัตโนมัติ บำรุงรักษา ผ่านพ้นปีที่ 3 เริ่มเก็บผลผลิตได้เป็นปีแรก ปีแรกได้ไม่มากประมาณ 400 กิโลกรัม ขายให้พ่อค้า อ.วิเชียรบุรี จ.เพชรบูรณ์ ซึ่งมารับที่สวนในราคากิโลกรัมละ 550 บาท มาปีนี้ต้นเริ่มสมบูรณ์ ออกผลผลิตประมาณ 300 จั่น, 1 จั่น น้ำหนักประมาณ 10 กิโลกรัม ซึ่งมากกว่าปีที่แล้ว คาดว่าจะสามารถเก็บขายได้ประมาณ 3 ตัน คิดเป็นรายได้ประมาณ 2 ล้านบาท
นายวิโรจน์ ทองงาม เปิดเผยอีกว่า ในสวนตอนนี้ปลูกอิทผาลัมไว้ 2 สายพันธุ์ คือพันธุ์บาฮี ผลสีเหลือง สำหรับกินสดๆ รสชาติคล้ายๆแอปเปิ้ล แต่หวาน กรอบ ปลูก 80 ต้น ให้ผลแล้ว 50 ต้น นอกจากนี้ยังมีพันธุ์ แฟมมิลี่ ซึ่งเป็นพันธุ์ที่รับประทานได้ทั้งผลสดและผลสุก แต่ที่สวนขณะนี้พันธุ์บาฮี ให้ผลผลิตมากที่สุด วันนี้ตัดขายไป 50 กิโลกรัมๆละ 700 บาท มีลูกค้ามารับถึงสวน
นายวิโรจน์ ทองงาม ยังพาชมอินทผาลัมอีก 2 ต้น ที่ขยายพันธุ์จากเมล็ด ปรากฏว่าให้ผลผลิตดี มีผลใหญ่ สีม่วงอมแดง ออกผลพร้อมขายได้แล้วต้นละ 4 จั่น ตอนนี้ตั้งราคาไว้ที่กิโลกรัมละ 1,500 บาท
สาเหตุที่ตัดสินใจเลือกปลูกพืชชนิดนี้ เป็นอาชีพเสริม จากการทำงานรับราชการประจำ ก็เพราะอยากให้เกิดแหล่งเรียนรู้ใหม่ๆทางการเกษตรในพื้นที่ ในฐานะที่เป็นครูอยากให้คนอื่นได้มาเรียนรู้ จึงน้อมนำหลักการทรงงานขององค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 ในเรื่องการระเบิดออกจากข้างใน คือการทำงานให้ตนเองให้เป็นที่พึ่งของตนเองก่อน ให้คนในครอบครัว ในชุมชน มีความเข้มแข็ง ในอาชีพทำเกษตร จึงเลือกพืชตัวนี้เป็นอาชีพเสริม ที่สำคัญคือเป็นพืชที่ปลอดสาร ไม่ต้องใช้สารเคมีพืชตัวนี้ก็ให้ผลผลิตได้ หากท่านใดสนใจอยากมาศึกษาเรียนรู้ ก็ยินดีให้ความรู้โดยไม่ปิดบัง
ด้านนางทองเยี่ยม วงษ์อำนวย 55 ปี ครู รร.บ้านโนนถาวร ต.ถ้ำวัวแดง อ.หนองบัวแดง หนึ่งในกลุ่มคนที่สนใจและเลือกที่จะปลูกอินทผาลัมเป็นอาชีพเสริม บอกว่า ครอบครัวมีลูกชายเรียนจบมาแต่ยังไม่มีอาชีพ จึงอยากสร้างอาชีพที่มั่นคง ยั่งยืนให้กับลูก ที่สนใจคือ ราคาขายสูงมาก กิโลละ 700 บาท จึงลงทุนซื้อต้นพันธุ์จากสวนแห่งนี้ในราคา 30 ต้นๆละ 1,250 บาท เป็นเงินก็ 3 หมื่นกว่าบาท เป็นการทดลองปลูกไปก่อน หากได้ผลจึงจะขยายพื้นที่ตอนนี้กะลังอนุบาลไว้ยังไม่ปลูกลงดิน ถือเป็นพืชที่ต้องลงทุนสูง ยังจะต้องปรับพื้นที่ วางระบบน้ำอีก คงต้องใช้เงินทุกอีกมาก แต่เมื่อนึกถึงอนาคตแล้ว คิดว่าคุ้มค่ากับการลงทุน หลังเกษียณอายุไปแล้ว ก็หยังมีรายได้จากพืชตัวนี้ไปได้อีกหลายปี
//////ทีมข่าวชัยภูมินิวส์-ทีวี รายงาน///สุระพงค์ สวัสดิ์ผล /ข่าว

Share

Related posts